 |
| เมนูหลัก |  |
| กำลังชม |  |
ขณะนี้มี 7 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม
ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่ | |
| ค้นหา |  |
| แบบสำรวจ |  |
| Big Story Today |  |
|
ยังไม่มีข่าวใหญ่สำหรับวันนี้ | |
| Old Article |  |
|  |
ขอเดชานุภาพ และบุญญาธิการแห่งพระองค์ท่าน จงคุ้มครองประเทศไทยให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง
|
|
|
| เทวาลงมาปกป้องประเทศไทย |
เทวดาลงมาคุ้มครองและช่วยเหลือระเทศไทย ต่อจนจบ
ผมทราบจากพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่อยู่วัดป่าในจังหวัดสกลนคร และมีประสบการณ์โดยตรงกับตัวเองว่าปี 2550 นี้ค่อนข้างพิเศษกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีเทวดาที่อยู่ชั้นจตุมหาราชิกาเป็นส่วนใหญ่ ลงมารวมกันที่ประเทศไทยนี้เยอะมาก เพราะว่าจะมีการต่อสู้กันครั้งใหญ่ระหว่างกลุ่มคนที่เป็นฝ่ายธรรมมะ กับกลุ่มคนที่เป็นฝ่ายอธรรม ให้รู้แพ้รู้ชนะภายในปีนี้ ฝ่ายอธรรมนั้นมีจิตใจชั่วช้าสามาลย์จึงมีเทพฝ่ายมิจฉาทิฐิ (พวกมาร) คอยส่งกระแสพลังช่วยเหลือให้ทำชั่วอย่างเต็มที่เพื่อทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเทพฝ่ายสัมมาทิฐิ (พวกเทพ) ซึ่งส่วนใหญ่คือเทวดาจากชั้นจตุมหาราชิกาที่ต้องลงมาคุ้มครองและส่งกระแสพลังช่วยเหลือกลุ่มคนที่เป็นฝ่ายธรรมมะ และคุ้มครองสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ โดยเฉพาะสถานที่ทางศาสนาไว้ รวมทั้งบุคคลสำคัญๆ ที่มีคุณประโยชน์ต่อบ้านเมืองในปัจจุบัน และอนาคต ฟังดูแล้วก็เหมือนนิยาย ซึ่งผมก็อยากให้เรื่องนี้เป็นแค่นิยาย แต่เกรงว่าจะเป็นเรื่องจริง ผมรวมทั้งชาวพุทธหลายคนผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่างก็รู้ว่าผลการต่อสู้จะเป็นอย่างไร จะจบลงอย่างไร อยากจะให้ชาวไทยทั้งหลายมีกำลังใจต่อสู้กับชีวิตให้ผ่านช่วงบ้านเมืองวิกฤตนี้ไปให้ได้ และทำจิตให้ผ่องใสเพื่อเป็นการบูชาและเฉลิมฉลองนายหลวงผู้ประเสริฐของพวกเรา ผมไม่อยากให้จิตใจของชาวไทยว้าวุ่นเกินไปนัก จึงอยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า ธรรมมะย่อมชนะอธรรม และหลังจากการชนะครั้งนี้ประเทศเราจะยกคุณธรรมสูงขึ้น และเจริญรุ่งเรืองต่อไปอย่างมั่นคงและยาวนาน
ผมเริ่มเขียนเรื่องนี้ตั้งแตปี 2550 ชึ่งเป็นปีที่เมื่องไทยเริ่มวุ่นวาย หลังจากนั้นก็ไม่ได้เขียนต่ออีกเลยเพราะมีธุระมากและเวลาก็ไม่อำนวย ประกอบกับเห็นว่าเป็นกรรมของประเทศไทยที่ต้องได้รับความวุ่นวายและไม่สงบอยู่ระยะหนึ่ง จึงไม่แสดงความเห็นอะไร เพราะถ้าเป็นเรื่องของกรรมแล้วใครก็เปลี่ยนไม่ได้ และไม่สมควรจะเปลี่ยน
ขณะที่ผมกลับมาเขียนเรื่องต่อ เป็นเวลาเที่ยงของวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลาผ่านมาสามปีแล้ว ประเทศไทยก็ยังไม่ค่อยสงบหนัก แต่ผมขอย้ำอีกครั้งว่าอนาคตประเทศของเราจะสงบสุขที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เป็นตัวอย่างของโลกเลยก็ว่าได้ ดังนั้นขณะนี้ประเทศเราต้องปรับตัวก่อนจึงมีความวุ่นวาย คำว่าปรับตัวมีความหมายกว้างขวางมาก เป็นการปรับด้านกรรมของสังคมที่ทำเหตุเช่นใดไว้ ก็จะได้รับผลของเหตุนั้น ๆ หลังจากนี้ไปสังคมเราก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ แต่กว่าจะผ่านช่วงนี้ไป จะลำบากมาก (อีกประมาณสามปี) เราจึงต้องร่วมมือร่วมใจ สามัคคีกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่าเอารัดเอาเปรียบ อย่าข่มเหงกัน อย่าดูถูกกัน ขอให้มีเมตตากัน แล้วต้องช่วยแนะนำสั่งสอนสิ่งที่ถูกต้องแก่กันและกัน อย่าได้เกรงใจที่จะสอนสิ่งที่ถูกต้อง เพราะการที่ประเทศไทยวุ่นวายอยู่นี้ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากการเกรงใจไม่พูด ไม่ทำสิ่งที่ถูกต้องนั้นเอง มัวกลัวแต่จะกระทบจิตใจผู้อื่น ผลที่ได้จึงเป็นเช่นนี้
|
|
|
ผู้บันทึก amorn เมื่อ ศุกร์ 06 ก.ค. 07@ 09:07:52 ICT (440 คนอ่าน)
(มีต่อ... | 4061 ไบต์ | แสดงความเห็น? | คะแนน: 0)
|
|
|
| เทวธรรม |
หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระต้อนรับแขกเทวา
คัดลอกจากรำลึกวันวาน เขียนโดยหลวงตาทองคำ จารุวัณโณ
เรื่องมีอยู่ว่าประมาณหนึ่งถึงสองทุ่มของคืนวันหนึ่งกลางฤดูหนาว ปี พ.ศ ๒๔๙๐ ที่วัดป่าหนองผือนาใน จ.สกลนคร พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ กำลังให้โอวาท แก่สานุศิษย์ทั้งใหม่และเก่าอยู่ ทันใดนั้นเองท่านก็หยุดไปครู่หนึ่ง กั้นหายใจอึดหนึ่ง และก้มหน้าลงนิดๆ พอเงยหน้าขึ้นมาท่านก็โบกมือเป็นทำนองว่าให้ทุกคนออกไป พร้อมทั้งพูดว่า "เลิกกันก่อน" ซึ่งปกติเหตุการณ์ลักษณะนี้มีไม่บ่อยหนัก ศิษย์ทั้งหลายจึงงง และนั่งเฉยอยู่ ท่านพระอาจารย์จึงพูดย้ำอีกว่า "บอกเลิกกันไม่รู้ภาษาหรือ" ศิษย์ทั้งหลายจึงได้เลิกและแยกย้ายกันกลับที่พักโดยไม่ได้คิดอะไร อาจารย์สั่งให้เลิกก็เลิก ท่านได้สั่งหลวงตาทองคำ จารุวัณโณ (ขณะนั้นยังเป็นสามเณรอยู่) ให้รีบเก็บของเข้าที่ เสร็จแล้วให้กลับกุฏิ แต่ก็มีภิกษุบางรูปเฉลียวใจ พอกลับถึงกุฏิของตนเองแล้วไม่ยอมนอน แต่รอที่กุฏิของตนพอสมควรก่อนแล้วค่อยย้อนกลับมาแอบมองที่กุฏิของท่านพระอาจารย์ และได้เห็นกุฏิท่านสว่างไสวไปหมด คิดว่าไฟไหม้กุฏิท่าน แต่ดูไปแล้วก็ไม่ใช่แสงของเปลวไฟ กลับเป็นแสงใสนวลๆ คล้ายๆ ปุยสำลีแต่ใส ดูตั้งนานไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นก็เลยกลับกุฏิ
|
|
|
ผู้บันทึก amorn เมื่อ พุธ 06 ธ.ค. 06@ 15:27:52 ICT (785 คนอ่าน)
(มีต่อ... | 3911 ไบต์ | แสดงความเห็น? | คะแนน: 0)
|
|
|
| อำนาจจิต |
การกำหนดรู้ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ จากอำนาจจิตอันสงบและสะอาด
สุวรรณภูมิแผ่นดินทอง หรือประเทศไทยแห่งนี้เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ตั้งของศาสนาพุทธมายาวนาน เป็นดินแดนที่มีพระมหากษัตริย์ที่เป็นพุทธมามะกะผู้ทรงทศพิศราชธรรมเป็นพระประมุขต่อเนื่องมายาวนานและจะมีตลอดไป ความเป็นชาติไทยจึงประกอบไปด้วยชาติ คือประชาชน ศาสนาคือพุทธเป็นหลัก และพระมหากษัตริย์ผู้ซึ่งเป็นองค์อุปถัมภ์ของพุทธศาสนา องค์ประกอบทั้งสามส่วนนี้เป็นลักษณะพิเศษที่มีแห่งเดียวในโลก อันจะก่อให้เกิดความสงบ ร่มเย็นต่อประชาชนทุกคน และเป็นรากฐานต่อการตั้งมั่น การเจริญของศาสนาพุทธตลอดมา ทำให้ดินแดนแห่งนี้มีผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาพุทธบรรลุมรรคและผลอันได้แก่ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ต่อเนื่องกันมาตลอดไม่ขาดสาย โดยจำนวนคนที่บรรลุมรรคผลขั้นต้นนั้นจะเป็นโยมเสียส่วนใหญ่ ส่วนมรรคผลขั้นสูงนั้นผู้บรรลุเป็นพระสงฆ์เสียส่วนมาก อย่างไรก็ตามประเทศไทยแห่งนี้ไม่เคยขาดจากอริยะบุคคล ซึ่งถ้าดินแดนแห่งไดมีพระอริยะบุคคลอยู่ ดินแดนแห่งนั้นจะไม่ฉิบหายจากภัยสงครามอย่างแน่นอน เพราะอำนาจแห่งความร่มเย็นนั้นเอง
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ก็เป็นพระอริยะเจ้าอีกองค์หนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งนี้ช่วงกึ่งอายุของศาสนาคือประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๐ หลายคนคงรู้จักท่านดี เพราะบรรดาพระป่าสายวิปัสสนาทั้งหลายที่เป็นอาจารย์สั่งสอนอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านทั้งนั้น ลักษณะการกำเนิดขึ้นของพระอาจารย์มั่นและการสั่งสอนศิษย์ทั้งหลายนั้นมีความเป็นสำนัก คือมีระบบแบบแผน จึงทำให้มีการสืบต่อของการปฏิบัติและคำสั่งสอนผ่านผู้ได้รับการอบรมมาเป็นทอดๆ ไม่เหมือนกับพระอาจารย์องค์อื่นๆที่เมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็เกือบจะไม่เห็นการสืบต่อเลย
|
|
|
ผู้บันทึก amorn เมื่อ พุธ 05 ก.ค. 06@ 00:00:00 ICT (1051 คนอ่าน)
(มีต่อ... | 6676 ไบต์ | แสดงความเห็น? | คะแนน: 0)
|
|
|
| หิริ โอตตัปปะ |
อายและกลัวต่อการทำชั่ว โลกและสังคมจึงจะสงบและปลอดภัย
หลายๆ แห่งในโลกร้อนรุ่ม วุ่นวาย ยังกับโลกใบนี้จะแตกเอาเสียทีเดียว เพราะเข่นฆ่ากัน เพราะคนในสังคมนั้นๆเอารัดเอาเปรียบกัน ไม่คำนึงถึงหลักธรรม หลักความถูกต้อง หลักจารีตประเพณีที่ดีงาม และไม่คำนึงถึงหลักกฎหมาย คอยจ้องแต่จะหาโอกาสทำประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงว่าใครจะเดือนร้อน เรียกว่าไม่มีความอายไดๆ เลย ในการทำความชั่ว (ไม่มีหิริ) และยังไม่เกรงกลัวต่อการทำชั่วอีกต่างหาก (ไม่มีโอตตัปปะ) คนที่เสียเปรียบและไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงมีการต่อสู้ ขัดแย้ง และขัดขืน จึงเกิดความไม่สงบขึ้น...... เราทุกคนมีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้โลกใบนี้แตก โดยต้องละอาย และเกรงกลัวต่อการทำบาป ความไม่ดี และความไม่ถูกต้อง
|
|
|
ผู้บันทึก amorn เมื่อ ศุกร์ 16 มิ.ย. 06@ 13:51:22 ICT (1571 คนอ่าน)
(มีต่อ... | 4051 ไบต์ | 9 ข้อคิดเห็นต่างๆ | คะแนน: 5)
|
|
|
| ธรรมะเบื้องต้น: อิทธิบาทธรรม |
งานสำเร็จด้วยอิทธิบาทธรรม
ขึ้นชื่อว่าธรรมะ ถ้าเราได้ปฏิบัติแล้ว บำเพ็ญให้เกิดขึ้นในใจเราแล้ว เจริญที่มีอยู่ให้เพิ่มขึ้นแล้ว ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญต่อตัวเราเอง ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นธรรมที่มีอำนาจพาเราไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งมีความสำคัญสำหรับเราๆ ท่านๆ ที่ยังต้องมีหน้าที่ อาชีพ การงานอยู่...... อิทธิบาทธรรม อันประกอบไปด้วย
1. ฉันทะ มีความชอบ ความรัก ความสุขในงานหรือหน้าที่นั้นๆ
2. วิมังสา มีความรู้จริงเกี่ยวกับงานหน้าที่นั้นๆ ที่สามารถนำมาปฏิบัติให้เกิดความสำเร็จ
3. วิริยะ ปฏิบัติงานอย่างขยัน วิริยะ
4. จิตตะ เอาใจใส่ จดจ่อต่องานนั้นๆ ทุกขณะจิต จนเกิดสติและปัญญาขึ้นมา
ปกติแล้ววิมังสาจะเป็นข้อสุดท้ายของอิทธิบาทธรรม แต่ได้นำขึ้นมาไว้เป็นข้อ 2 เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และเป็นระบบขึ้น เหมาะสำหรับคนปัจจุบัน ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร เพราะองค์ประกอบของธรรมะสี่ประการนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทุกข้อมีส่วนประกอบ ส่วนเกื้อหนุนจากข้ออื่นๆ เช่น ข้อ 3 วิริยะหรือขยัน ก็ต้องมีฉันทะในการขยันคือขยันอย่างมีความสุข มีวิมังสาในการขยันคือขยันอย่างถูกวิธี มีจิตตะในขยันคือเอาใจใส่ หากรู้ความขยันย่อหย่อนลง ก็ต้องพยายามขยันมากขึ้น เป็นต้น
|
|
|
ผู้บันทึก amorn เมื่อ พฤหัสบดี 08 มิ.ย. 06@ 16:45:38 ICT (865 คนอ่าน)
(มีต่อ... | 5905 ไบต์ | 1 ข้อคิดเห็น | ธรรมะเบื้องต้น | คะแนน: 5)
|
|
|  |
| ภาษา |  |
เลือกรูปแบบภาษา:
| |
| News & Information |  |
| Dharma Webs |  |
| เข้าระบบ |  |
|
ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง | |
| 
|